แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ณ ประเทศสิงคโปร์

ประเทศสิงคโปร์ถือว่าเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่มีเศรษฐกิจที่ดีมาก เป็นศูนย์กลางพาณิชย์สำคัญของโลกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้เพราะฉะนั้นหลายประเทศก็มักจะมาทำการค้าขายในประเทศสิงคโปร์ ในประเทศสิงคโปร์จึงมีทั้งวัฒนธรรม อารยธรรมต่างๆที่รวบรวมไว้ในสิงคโปร์ นอกจากเป็นเมืองแห่งการค้าแล้วสิงคโปร์ยังเป็นอันดับหนึ่งของโลกด้านการศึกษาอีกด้วย และเพราะเหตุนี้จึงมีโครงการการสอบชิงทุนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการและความหลากหลายทางวัฒนธรรม สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคามจัดขึ้น และนี่จึงเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ครั้งแรกในประเทศสิงคโปร์



เราเดินทางขึ้นเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยัง สนามบินชางงี(ชางฮี) ณ ประเทศสิงคโปร์ กับสายการบิน Jetstar ใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงที่สนามบินชางงี ของสิงคโปร์ บรรยากาศของประเทศเขาจะมีอากาศที่ร้อนเหมือนกับประเทศไทยของเราจึงทำให้เราปรับตัวได้ง่าย แต่อากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อยเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝน ในแต่ละวัน

วันแรกในประเทศสิงคโปร์ เราเดินทางเข้าไปไหว้พระที่วัดพระเกี้ยวแก้ว พอเรามาถึงก็เดินเข้ามาในวัดและขึ้นไปไหว้พระเกี้ยวแก้วที่ชั้น4 ของอาคารก่อนที่จะเดินเข้าไปไหว้เขาก็มีกฎของการเข้าไหว้คือ ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดและต้องถอดรองเท้าไว้ข้างนอกถ้าจะเข้าไปไหว้ ห้องที่มีพระเกี้ยวแก้วอยู่ในที่แห่งนั้นก็จะมีที่นั่งสมาธิด้วย ตอนเราเข้าไปก็จะมีคนมานั่งสมาธิอยู่ประมาณ3-4คนส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง จากนั้นเมื่อเราไหว้และขอพรจากพระเกี้ยวแก้วเสร็จเราก็เดินลงมาที่ชั้นล่างเพื่อจุดธูปไหว้พระที่ด้านล่างต่อ ธูปที่เราใช้ก็จะเป็นสามดอกเหมือนที่ไหว้พระที่ไทยเพื่อบูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อไหว้พระเสร็จก็ได้เดินดูบรรยากาศรอบๆวัด พร้อมทั้งศึกษาวัฒนธรรมของชาวจีนที่มาอยู่ในสิงคโปร์

จุดที่สอง เรามาที่จุดแลนด์มาร์กของประเทศสิงคโปร์ที่ใครมาประเทศสิงคโปร์แล้วไม่มาที่นี้ถือว่าพลาดนั้นก็คือเมอร์ไลออน มาสิงคโปร์ต้องมาถ่ายรูปกับสิงโตพ่นน้ำ ท่าโพสสุดฮิตของจุดนี้เลยก็คืออ้าปากใส่น้ำที่สิงโตพ่นออกมาเขาบอกว่าจะทำให้ให้เราได้รับทรัพย์เงินทองไหลมาเทมา โดยบรรยากาศโดยรวมของจุดนี้ดีมากถ้าเราหันหน้าเข้าหาสิงโตด้านซ้ายมือของเราเมื่อมองออกไปก็เห็นตึกรูปเรือที่สูงมากและบรรยากาศบนยอดตึกที่มีเหมือนเรือจอดอยู่ถ้าได้ขึ้นไปน่าจะดีมาก แต่เห็นเหมือนไกด์บอกว่าถ้าขึ้นไปตึกนั้นน่าจะเสียเงินอยู่คืนละหลายหมืน ด้านขวามือก็จะเป็นตึกสวยๆหลากหลายสไตล์ พอมองไปด้านหลังก็เป็นโรงละครจำลองหรือ ตึกทุเรียนที่คนไทยชอบเรียกกัน

ขากลับออกมาจากเมอร์ไลออนมีฝนตกเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้เปียกได้ เราพกร่มมาแต่ดันเอาร่มไว้ในกระเป๋าที่อยู่รถ แต่ก็โชคดีที่ฝนตกเพียงไม่กี่นาทีก็หยุดตก จากนั้นเราก็เดินทางเข้าที่พัก ที่ V lavender hotel ถือว่าเป็นดรงแรมที่ดีเลยที่เดียว

ค่ำคืนแรกในสิงคโปร์ บ้านเมืองของเขาถือว่าเป็นเมืองที่สงบและสะอาดมาก เป็นที่น่าอยู่เลยที่เดียว ทุกคืนของสิงคโปร์หลังจากที่ไปดูงานเสร็จเราเพื่อนและก็พี่อีกสองคนที่สอบทุนมาด้วยกันเราจะออกมาเดินเล่นเพื่อสังเกตว่าชาวสิงคโปร์เขาทำอะไรกันบ้าง

เราเดินลงไปดูสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่อยู่ข้างล่างของโรงแรมที่พักอยู่ เขาบอกว่ารถไฟฟ้าจะมีสายจากโรงแรมไปถึงสนามบินด้วย ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็จะมาพักที่นี้กัน เพราะการเดินทางสะดวกสบาย ไม่รู้เหมือนกันว่ารถไฟฟ้าที่นี้จะเหมือนกับที่ประเทศเราหรืเปล่า เพราะว่าไม่เคยเห็นสถานีรถไฟฟ้าที่ไทยเลย นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มาเห็นสถานีรถไฟฟ้า นึกว่าจะได้เห็นที่ไทย กลับมาเห็นที่ประเทศสิงคโปร์แทน

เช้าของวันที่สองในสิงคโปร์ เราเดินทางมาที่ Mustafa ที่นี้จะเป็นย่านของคนอินเดีย ก็จะมีคนอินเดียอาศัยอยู่ ในห้าง Mustafa แห่งนี้ก็จะของขายตั้งแต่ของที่ราคาถูกที่สุดไปหาของที่แพงที่สุด ก่อนที่เราจะเข้าไปซื้อของฝากในที่แห่งนี้ได้เดินดูรอบตึกๆ ที่อยู่ละแวกนั้นก็จะเป็นตึกเหมือนตึกอินเดียส่วนใหญ่ จากนั้นเราก็เดินเข้าไปซื้อของฝากก่อนที่จะเดินเข้าไป เราก็สงสัยว่ากระเป๋าที่เราสะพายมาเขาให้เอาเข้าไปได้หรือไม่ จากนั้นเราก็เดินเข้าไปถามผู้ที่ดูแลของที่ฝากไว้ของห้าง Mustafa เป็นภาษาอังกฤษว่า “กระเป๋าใบนี้เอาเข้าไปได้ไหม” เขาก็บอกว่า “เอาเข้าไปได้” แต่กระเป๋าที่เป็นซิปเหล็กเขาจะหาที่มาล็อคซิปไว้ จากนั้นเราก็ถามเขาต่อว่า “ถ้าเราจะซื้อของฝากต้องไปชั้นไหน” เข้าก็บอกว่า “ชั้นสอง” พอเราจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองพนักงานเขาก็ชี้บอกให้เราขึ้นเราขึ้นลิฟต์ เราประทับใจมากพนักงานที่นี้เขาน่ารัก พอขึ้นไปชั้นสองเราก็ไปเลือกของฝาก คือของฝากส่วนใหญ่ที่เจอก็จะเป็นช็อคโกแลต และก็จะมี มาม่า มีหลายหย่างที่เหมือนกับขนมของไทยด้วย เราใช้เวลาอยู่ที่นี้ประมาณชั่วโมงครึ่ง

ชมอารยธรรมของเอเชีย ที่ Asian Civilisations Museum ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเป็นที่รวบรวมอารยธรรมต่างของทุกประเทศในเอเชีย เขาจะเน้นความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ ของเอเชีย และระหว่างเอเชียกับภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกถือได้ว่าที่นี้น่าสนใจและเหมาะแก่การมาเรียนรู้ ก่อนที่จะได้เข้าไปชมความตื่นตะลึงของอารยธรรมต่างๆเราจะต้องมีตั๋วเข้าชมซึ่งทางไกด์พาเที่ยวเขาก็ได้จัดการให้หมดแล้ว ซึ่งตั๋วที่ว่านี้จะเป็นสติ๊กเกอร์ไว้ติดตรงที่หน้าอกเพื่อที่จะได้เข้าไปชมอารยธรรมต่างๆในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ในสถานที่นี้ถ่ายรูปได้แต่เขาจะไม่ให้เปิดแฟลชและแต่ละจุดก็จะมีคนคอยดูความปลอดภัย โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เราได้ไปชมแค่สองชั้น โดยชั้นล่างได้ยินไกด์เล่าให้ฟังว่าเป็นที่ตั้งของหอศิลป์ “Trade and the Exchange of Ideas” ซึ่งจัดแสดงโบราณวัตถุและผลงานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการค้าโลก ส่วนปีกของอาคารคือจุดแรกที่เราเข้าไปชมพอเดินเข้าไปก็จะเห็นรูปเรือสำเภาที่อยู่กลางน้ำ แต่เขามีจินตนาการนำถ้วยโบราณมาทำเป็นน้ำให้มีความโดดเด่นและน่าสนใจมากขึ้น

จากนั้นไกด์ก็พาเราเดินเข้ามาที่ชั้นแรกของอาคารชั้นล่างนี้ก็จะเป้นแหล่งรวบรวมของอารยธรรมหลากหลายประเทศในเอเชีย จะมีพวกไห ถ้วยชามต่างต่างๆของอารยธรรมจีน มีรูปจำลองพระราชินีและพระราชาของชาวฟิลิปปินส์ในสมัยก่อน รูปจำลองของชาวจีนและอีกต่างๆมากมายที่น่าตะลึงตาตะลึงใจมากเมื่อชมอารยธรรมต่างๆที่ชั้นล่างเสร็จ ก็เดินขึ้นไปบนชั้นสองพอเดินขึ้นบันไดมาถึงชั้นสองก็จะมีป้ายบอกเล่าวิธีการนั่งสมาธิ การวางมือต่างวางยังไง จากนั้นก็เดินตรงไปแล้วเลี้ยวขวาก็จะเจอห้องที่เก็บรวบรวมอารยธรรมต่างๆไว้สิ่งแรกที่เดินเข้าไปแล้วต้องเจอเลยก็คือเทพเจ้าของจีน

และที่ชั้นสองก็จะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศไทย อารยธรรมของพม่า อินโดนีเชีย และประเทศอื่นๆในเอเชียอีกมามาก และเราได้รับความรู้ของอารยธรรมต่างๆในพิพิธภัณฑ์มากมาย ซึ่งถือได้ว่าที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นมากกว่าบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเลยทีเดียว

ต่อไปก็มุ่งหน้าสู่ การ์เด้น บาย เดอะ เบย์(Gardens by the Bay)เพื่อที่ไปดูการประชาสัมพันธ์ของเขา หลังจากที่ลงจากรถเราก็เดินเข้าไปในอยู่ที่หน้าโดมก่อน ระหว่างทางที่เดินเข้าไปก็จะมีต้นไม้ระหว่าง ทาง และมีต้นไม้จำลองที่สูงประมาณ50 เมตรได้อยู่ข้างหน้าทางเข้าคิดว่าถ้ามาจุดนี้ตอนกลางคืนคงจะสวยน่าดู ที่การ์เด้น บาย เดอะ เบย์(Gardens by the Bay ) เราต้องมีบัตรเข้าชมก่อนถึงจะได้เข้าไปความสวยงามและอลังการที่อยู่ในโดม ซึ่งขอเราทางไกด์ก็ได้จัดเตรียมหมดแล้ว พอได้บัตรเข้าชมเราเดินไปที่โดมแรกก่อนนั่นก็คือ Conservatory Flower Dome

ใน Conservatory Flower Dome แห่งนี้ก็จะมีต้นไม้หลากหลายพันธ์ หลากหลายชาติมาปลูกในนี้รวมถึงต้นไม้ของไทยก็มีเช่นต้นกะทกรก ซึ่งเราไม่คิดว่าเขาจะรู้แต่ทางสิงคโปร์ก็รู้จักต้นไม้กินผลชนิดนี้ด้วย นอกจากต้นไม้แล้วยังมีดอกไม้สวยๆในโดมแห่งนี้ด้วยแต่ส่วนใหญ่เขาจะเน้นเป็นต้นไม้ ต้นไม้แต่ละต้นก็จะมีข้อมูลเขียนบอกอีกด้วยเราก็จะได้ชมความสวยและได้รับความรู้อีก ภายในโดมก็จะเปิดแอร์ เย็นสบาย คลายร้อนได้อีกด้วย พอดูโดมแรกเสร็จเราก็เดินลงทางออกด้านล่างไปที่ชั้นแรกเพื่อไปโดมต่อไป

มาที่โดมที่2 Conservatory Cloud Forest โดมแห่งนี้ก็เป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่เหมือนกัน ภายในเรือนกระจกแห่งนี้ก็จะมีน้ำตกจำลอง สูงประมาณ50 เมตรได้ ซึ่งเป็นน้ำตกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยพอเราเดินเข้าไปก็จะเห็นจนยืนเต็มที่หน้าน้ำตกเพื่อที่จะยืนรอถ่ายรูป เมื่อเราถ่ายรูปจากน้ำตกเสร็จเราก็เดินขึ้นไปที่ชั้นสองเพื่อที่เดินไปต่อคิวขึ้นลิฟต์ไปชั้นสูงสุด เพื่อชมบรรยากาศของเรือนกระจกและภายนอกเรือนกระจกแห่งนี้ ที่หน้าลิฟต์ก็จะมีพนักงานอยู่สองคนคอยจัดคิวคนขึ้นลิฟต์ ลิฟต์ของเขาจะไม่จอดชั้นอื่นนอกจากชั้นบนสุด เรายืนรอคิวอยู่ประมาณ 2 นาที ก็ได้ขึ้นไป ก่อนที่จะขึ้นพนักงานเขาก็ถามเป็นภาษาอังกฤษว่าพวกเรามากี่คนเพื่อที่เราจะได้ไปเป็นกลุ่มเดียวกัน เมื่อขึ้นลิฟต์ไปบรรยากาศข้างบนดีไม่แพ้กับบรรยากาศของโดมที่แล้ว ข้างบนจะมีพืชพรรณไม้ต่างๆมีหม้อข้าวหม้อแกงของไทยด้วยมีทั้งต้นของจริงและก็ต้นจำลอง นอกจากบรรยากาศภายในแล้วยังมีบรรยากาศภายนอก ของเรือนกระจกที่สวยงามอีกด้วย เราสามารถมองเห็นตึกที่เป็นรูปเรือและโรงละครจำลองที่ชาวไทยมักเรียกว่าทุเรียนได้จากข้างบนนี้ ถือว่าบรรยากาศภายในจะแตกต่างจาก Flower Dome อย่างชัดเจน จากนั้นเมื่อชมบรรยากาศเสร็จเราก็เดินวนตามทางเดินลงมาเรื่อยๆจนถึงชั้นใต้ดิน แล้วก็เดินหาทางออกกว่าจะหาทางออกเดินได้ก็เดินหลงอยู่ใน โดมแห่งนี้นานพอสมควรแต่ระหว่างที่เดินหาทางออกเราก็ได้ชมกับสวนต่างๆของเขามันจะเป็นเหมือนเขาไปเดินป่าตามภูเขาเลย เพลินตากับสิ่งเหล่านี้จนเจอทางออก พอออกจากโดมมาได้ก็เตรียมตัวไปล่องเรือบรรยากาศเมืองสิงคโปร์ต่อ

แต่ก่อนที่จะขึ้นรถได้เห็นกับเด็กนักเรียนน่าจะเป็นเด็กของชาวญี่ปุ่นเขาก็มาชมความสวยงามของที่นี้เช่นกัน แต่กลุ่มเด็กกลุ่มนี้เขาจะมีความแตกต่างจากเรา ตอนไปศึกษาดูงานเราใส่สุดสบายตามความสะดวกของเราไปแต่เด็กญี่ปุ่นที่เราเห็นเขาจะใส่ชุดยูนิฟอร์มโรงเรียนของเขาไปศึกษาดูงานในครั้งนั้น

เมื่อเสร็จจากการ์เด้น บาย เดอะ เบย์(Gardens by the Bay) เราก็เดินทางมาล่องเรือเพื่อชมบรรยากาศเมืองของเขา เรือที่ใช้นั่งชมจะมีตั๋วให้ขึ้นก่อนจะขึ้นเราต้องไปซื้อตั๋วก่อนแต่ของเราทางไกด์ได้จัดเตรียมไว้หมดแล้วเหมือนกับครั้งก่อนๆที่ผ่านมา เรานั่งรอที่จะขึ้นเรืออยู่ประมาณ40 นาทีได้ ระหว่างรอเราก็เดินหาถ่ายรูเล่นและก็ศึกษาความเป็นอยู่ของบ้านเขา จากสิ่งที่เห็นจุดนี้จะเป็นจุดสถานบันเทิง มีร้านเหล้าต่างมาขายอยู่แถวนี้เยอะมาก แต่ทางสิงคโปร์สถานบันเทิงของเขาจะเปิดเพลงเบามาก ทำให้มันดูสงบและน่าอยู่เพราะเสียงที่เขาเปิดจะได้ไม่ดังรบกวนผู้อื่น

หลังจากที่นั่งรอขึ้นเรือมานานก็ได้เวลาที่เราจะลงเรือแล้ว เรือที่เขาจะขึ้นเป็นเรือโบราณที่ถือว่าคลาสสิคมาก บนเรือก็จะมีความสะอาด มีที่นั่งให้เลือกอยู่สองบรรยากาศ อย่างแรกคือนั่งในเรือตรงที่มีหลังคา ที่นี่เป็นที่สำหรับคนกลัวแดดแต่ก็เห็นบรรยากาศได้เหมือนกัน ส่วนอีกที่จะเป็นข้างนอกไม่มีหลังคา เราจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างขึ้น บรรยากาศดีมากขึ้น ที่เราเลือกนั่งข้างนอกเพราะอยากได้รับบรรยากาศแบบเต็มอิ่ม จากที่นั่งเรือเราก็ได้เห็นบรรยากาศต่างๆของเมืองเขาระหว่างทางในแม่น้ำ ทั้งสองฝั่งริมทางก็จะเป็นตึกสวยๆให้เราดู ตึกที่สะดุดตามากที่สุดคือตึกธนาคารของจีน มันใหญ่มากใหญ่กว่าตึกธนาคารต่างในสิงคโปร์อีก นอกจากตึกแล้ว เราก็ได้ไปชมมุมมองจากทางมุมอื่นของเมอร์ไลออนกับตึกรูปเรือจากที่เราเห็นบนบกกับเห็นในน้ำ นั่งเรือชมบรรยากาศได้อารมณ์และความรู้สึกมากกว่า เราใช้เวลานั่งเรืออยู่ประมาณ40 นาทีเหมือนกันกับที่นั่งรอ เรือที่เรานั่งจะไปกลับทางเดิม ทางกลับมาก็เหมือนได้ชมบรรยากาศข้างหลังของขากลับ เมื่อมาถึงฝั่ง

ก่อนที่จะไปโปรแกรมต่อไปเราก็แวะไปทานข้าวก่อน โดยเดินข้ามไปอีกฝั่งของทางที่ขึ้นเรือเราแวะทานข้าวและเดินชมของที่ Central ของสิงคโปร์ ในจุดๆนี้ อาจารย์ให้เวลาในการกินข้าวและเดินเล่นในห้างประมาณ1ชั่วโมง 30นาทีได้จากนั้นเราก็เดินเล่นในห้างได้สักพัก แล้วก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อไปที่ศูนย์อาหาร มื้อนี้อาหารที่เราเลือกรับประทานคือข้าวมันไก่สิงคโปร์ เพราะมาที่สิงคโปร์เขาบอกว่าเราต้องลองกินข้าวมันไก่ดูถ้าไม่กินถือว่าเรามาไม่ถึง มื้อนี้เลยจัดข้าวมันไก่ไปหนึ่งจาร ตกไป5เหรียญกว่าๆ แต่โชคดีหน่อยที่แม่ครูเลี้ยงเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเราก็รอเวลาที่จะไปโปรแกรมต่อไป

ระหว่างรอที่ไปโปรแกรมต่อไปเป็นโปรแกรมที่ตั้งหน้าตั้งตารอมานานแสนนานแต่สุดท้ายโปรแกรมก็ต้องจบลงเพราะฟ้าฝนไม่เป็นใจ เราเลยอดไปดูการแสดงแสง สี เสียง Wonder Full-Light & Water ซึ่งจุดนี้ถ้าได้ไปดุเขาจะจัดอยู่บริเวณอ่าวมารีน่า ด้านหน้าของโรงแรมมารีน่า เบย์ แซนด์ ซึ่งเป็นการแสดงที่ตระการตา ด้วยการผสมผสานระหว่างน้ำ แสง และเสียงเล่าเรื่องราวต่างๆ ถึงจะไม่ได้ไปดูแต่วันนี้ก็ถือว่าได้เห็นอะไรสวยๆ และได้ความรู้ต่างๆมากมายแล้ว ก่อนที่เตรียมตัวเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ เราก็ได้ออกมาเดินเล่นชมบรรยากาศตอนกลางคืนของสิงคโปร์เพื่ออำลาที่กลับประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ ตั้งแต่มาถึงที่ประเทศสิงคโปร์ประเทศเขาเป็นประเทศที่สะอาดมาก แม้แต่ใบไม้ ดิน ตามถนนของสิงคโปร์ไม่มีสักใบ หรือแม้กระทั่งสัตว์ที่หายากมากในสิงคโปร์อาจจะมีสุนัขอยู่บ้างแต่ก็ไม่เยอะ สุนัขที่เห็นก็ไม่ใช่สุนัขขี้เรื้อนเหมือนบ้านเราแต่สุนัขที่มีปอกคอ และตอนที่กำลังเดินชมบรรยากาศประทับใจตรงรถยนต์ที่ประเทศเขาจะหยุดให้คนเดินข้ามถนนไปก่อนแม้ในที่ตรงนั้นจะไม่ไฟเขียวไฟแดง แต่เขาก็หยุดให้คนเดินข้ามก่อนหรือแม้กระทั่งรถฉุกเฉินที่กำลังพาคนป่วยไปโรงพยาบาล พอเดินชมบรรยากาศเสร็จเราก็แยกย้ายกันไปผักผ่อนเพื่อเดินทางไปตามโปรแกรมของวันพรุ่งนี้และกลับประเทศไทย

เช้าวันที่3 ที่เราอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ออกเดินทางไปที่ TMC Academy เพื่อไปศึกษาการเรียนการสอนของเขาที่นั้น ที่ TMC Academy เป็นสถาบันการศึกษาที่ดีแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ พอเราไปถึงไกด์และอาจารย์ก็เดินเข้าไปติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่ในสถาบันจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็พาเราขึ้นไปที่ห้อง ภายในห้องจะเป็นเหมือนห้องอบรม

ภายในการอบรมทาง TMC Academy ได้ใช้โปรแกรม power point มาใช้ในการนำเสนอสถาบันให้เราฟัง เขาจะอธิบายส่วนต่างของทางสถาบันให้ฟังประมาณเป็นมายังไง มีการเรียนการสอนอะไรบ้าง มีกี่ระดับในการเรียน และแนะนำผู้บริหารของสถาบัน นอกจากการฟังเรื่องราวต่างๆนี้ก่อนจบการนำเสนอ เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สิ่งที่เราส่งใสโดยการถามเป็นภาษาอังกฤษ คำถามที่เราถามเขาไปตอบกลับมาก็พอฟังรู้เรื่องบ้างเล็กน้อย แต่สิ่งสำคัญในการถามประโยคเป็นภาษาอังกฤษทำให้เราสามารถฝึกทักษะในการสื่อสาร หลังจากจบการนำเสนอเราก็เดินไปดุห้องเรียนของต่างๆเขา ขอยกตัวอย่างห้องมาพอสังเขป

เรียงจากซ้ายไปขวา

รูปแรกเป็นสมุด ห้องสมุดของเขาจะเป็นห้องเล็กๆไม่ใหญ่มาก ภายในห้องก็จะมีคอมพิวเตอร์4-5 เครื่องได้ มีเครื่องถ่ายเอกสาร และก็มีห้องที่แยกออกมาเป็นห้องสำหรับนั่งอ่านหนังสือและทำงานภายในห้องสมุดนั้น

รูปที่สองเป็น theatre ที่ใช้สำหรับการเรียนการสอน จะแตกต่างจากห้องของสาขาเรา จะเป็นห้อง theatre สำหรับการจัดงาน การแสดง

รูปที่สาม ชื่อ Food & Beverage operation Training Room (FBO ROOM) ห้องนี้ดิฉันตื่นตาตื่นใจกับมันมากเดินเข้ามาถึงกับว้าว ห้องนี้จะเป็นห้องเกี่ยวกับห้องฝึกอบรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม ภายในห้องก็จะมีสิ่งของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เหมือนกับร้านอย่างครบถ้วน

รูปที่สี่คือLecture theatre เป็นห้องคอมพิวเตอร์ ภายในห้องน่าจะมีอยู่ประมาณ 20 เครื่องได้ ห้องคอมพิวเตอร์ที่ได้ไปดูในสถาบันนี้จะเห็นอยู่ 2 ห้อง

เมื่อทำความรู้จักกับสถาบันและเยี่ยมชมห้องเรียนกับทางสถาบันเสร็จเรียบร้อยจากนั้นก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับ ก่อนกลับท่านอาจารย์พยงค์ก็ได้กล่าวขอบคุณทางสถาบันที่มาให้ความรู้และมอบของที่ระลึกพร้อมร่วมกันถ่ายภาพ หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารที่ออร์ชาด เมื่อมาถึงที่ออร์ชาร์อาจารย์ก็นัดหมายให้กินข้าวและเดินเล่นอยู่ตรงนี้ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที ก่อนเดินทางไปที่สนามบินชางงี ถนนออร์ชาดเป็นแหล่งที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ ภัตตาคาร และโรงแรม ห้างค้าปลีก สถานที่รับประทานอาหาร และแหล่งบันเทิงต่างๆ เพื่อช้อป ชิม และเพลิดเพลินในทุกรูปแบบเสื้อผ้าแบรนด์ดัง แฟชั่นที่ทันสมัย ภัตตาคารระดับหรู สินค้าท้องถิ่น หอศิลป์ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ทั้งหมดจะมีให้บริการที่ถนนออร์ชาร์ดแต่ในห้างแห่งนี้คนที่ใส่กางเกงยีนต์จะเข้าไม่ได้ อย่างแรกที่เราอยู่ตรงนี้คือ เดินหาศูนย์อาหารเพื่อที่จะรับประทานอาหาร

มื้อนี้ที่ออร์ชาดเราเลือกทานอาหารไทย ตอนแรกว่าจะสั่งอาหารที่ไม่ใช่อาหารไทยมารับประทานแต่เดินไปเดินมาเลือกที่อาหารไม่ได้เลยทาจบที่อาหารประเทศตัวเอง ทั้งหมดนี้ราคา 9 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 225 บาท ได้เยอะมาก เยอะจนทานไม่หมด พอทานข้าวเสร็จเราเดินข้ามไปอีกฝั่งเพื่อไปเดินเล่น ที่ประเทศสิงคโปร์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีทางม้าลาย แต่จะมีเป็นทางเดินใต้ดินมากกว่าเพื่อความปลอดภัย พอข้ามไปเราก็ไปเจอ เซ่เว่นสิงคโปร์

                    เซเว่นที่สิงคโปร์จะมีของขายไม่เยอะเท่าที่บ้านเรา ส่วนใหญ่ก็จะมีพวกขนม นม เนย ขาย เดินผ่านมาหิวอีกและก็เลยแวะซื้อขนมกินที่นี้ ตอนที่กำลังถ่ายรูปนี้อยู่พอหันไปทางคนแลกตังค์ เขาก็ยิ้มให้ด้วยความเป็นสยามเมืองยิ้มเราเลยยิ้มกลับไปทีนึง จากที่ซื้อขนมกินเสร็จเราก็เดินขึ้นไปเดินเล่นบนห้าง ทีนี้ก็ไปเจอของฝากเลยแวะซื้อของฝากที่นี้อีกเพราะเขาโปรขายที่ถูก พอซื้อของฝากเสร็จได้เวลาที่เราจะเดินทางไปที่สนามบินชางงี เราก็เดินกลับมายังจุดนัดหมาย จากนั้นรถตู้ก็มารับเราไปส่งที่สนามบินชางงี

เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินเราก็กล่าวของคุณคนขับรถพาเราเที่ยวชมเมืองสิงคโปร์ จากนั้นไกด์ก็พาเราไปโหลดกระเป๋าลงเครื่อง พอโหลดเสร็จเราก็ไปสแกนหน้าและพาสปอร์ตของเราเหมือนตอนที่เราขึ้นเครื่องที่ไทย พอสแกนผ่านเราก็เดินชมสนามบินและถ่ายรูปรอเวลาเครื่องออก พอใกล้ถึงเวลาเครื่องกำลังออกเราก็เขาเกจเพื่อไปสแกนกระเป๋าที่จะขึ้นเครื่องและร่างกายของเรา หลังจากสแกนเสร็จก็มานั่งรอเขาเรียกเลขที่นั่งจากตั๋วที่เราได้ขึ้นเครื่อง พอถึงลำดับที่เขาเรียกชื่อเราก็เดินไปต่อแถวขึ้นเครื่องและหาที่นั่งตามตั๋วเครื่องบินเหมือนกับตอนที่เราที่เราขึ้นเครื่องบินที่ไทยมาสิงคโปร์ จากนั้นเมื่อนั่งที่เสร็จแล้วก็รอเวลาที่เครื่องออก ใช้เวลาเดินทางไปกลับก็2 ชั่วโมงเหมือนขามา เราขึ้นเครื่องที่สิงคโปร์ตอนประมาณ 18.30 น. เวลาของสิงคโปร์ ไปถึงไทยตอน 19.30 เวลาของไทย

จากประสบการณ์ที่ได้มาศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์สิ่งที่ได้รับในด้านสังคมสภาพความเป็นอยู่ของคนสิงคโปร์จะมีคนอาศัยอยู่หลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย มาเลย์ และอื่นๆส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นคนจีนมาอาศัยอยู่ที่สิงคโปร์เยอะ เพราะเหตุที่คนมาอยู่ที่สิงคโปร์เยอะเลยทำให้เราดูไม่ค่อยออกว่าคนหน้าตาของสิงคโปร์มีหน้าตายังไง แต่ได้ยินมาว่าคนที่เป็นคนสิงคโปร์แท้ๆเขาจะสักลายเต็มตัว ส่วนคนในประเทศของเขาก็จะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ไม่ค่อยมีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติดังเช่นประเทศอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะกฎระเบียบการทำโทษของประเทศเขามีความเคร่งคัดและบทลงโทษก็รุนแรงเลยทำให้ประเทศของเขามีความสงบ ไม่ค่อยมีคนมาทะเลาะวิวาท ในเรื่องที่อยู่อาศัยชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่พักอาศัยที่แฟลตสูงตามย่านต่างๆอาจจะเป็นเพราะประเทศเขาเป็นประเทศขนาดเล็กเลยทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไปอยู่ตามแฟลตเพราะไม่มีที่ดิน ย่านแฟลตที่เขาอยู่ก็จะมี อาหรับสตรีท ไชน่าทาวน์ และอีกย่านจะเป็นย่านมาเลย์มุสลิม อีกส่วนเรื่องของความสะอาดของพื้นที่ในเมืองของเขาจะดูสะอาดมาก ดินสักเม็ด ใบไม้สักใบ บนท้องถนนเราก็จะไม่เห็น แม้แต่สัตว์ที่ประเทศเขาก็ไม่มี เพราะที่ประเทศของเขาไม่ค่อยนิยมเลี้ยงสัตวืเพราะภาษีมันแพง

           ส่วนในด้านของวัฒนธรรมที่ได้ไปเรียนรู้ในความที่สิงคโปร์เป็นเมืองที่หลาหลายเชื้อชาติทำให้ประเทศสิงคโปร์มีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องของอาหารการกิน การแต่งกาย และความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าที่แตกต่างกันออกไปชาวจีนที่มาอยู่ในสิงคโปร์ส่วนมากจะบูชาเจ้าแม่กวนอิม ส่วนในขณะที่ชาวฮินดูบูชาเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์เป็นต้น ในด้านของภาษาเท่าที่สังเกตได้ ภาษาที่เขาใช้ส่วนใหญ่ผู้คนจะใช้ภาษาจีนมากกว่าภาษาอังกฤษอาจเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนจีน และชาวจีนที่นี้เขาก็ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้สังเกตจากการที่ไปสั่งอาหารตามศูนย์อาหารหรือร้านอาหารที่คนจีนขายเขาจะพูดอังกฤษไม่ได้เลย

ประสบการณ์ครั้งนี้ต้องขอบคุณ สาขาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม ที่มอบทุนดีๆแบบนี้ให้เสมอมา

ใส่ความเห็น